ค้างบล็อกไปแรมเดือน
วันนี้นั่งอ่านบล็อกคนอื่นแล้วก็เกิดสะท้อนใจ
อยากจะเขียนบล็อกในวันหยุดรัฐธรรมนูญ
แต่ก็ไม่มีอะไรจะเล่า
ไม่สิ ที่จริงมี แต่ไม่รู้จะเล่าอะไร
หลังหลังข้าพเจ้าเสียจริตในการแชร์เรื่องราวส่วนตัวลงในบล็อก
(ที่จริงคือโลกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด) พยายามจะไม่ฟูมฟายหรือดราม่า
เพราะคิดว่ามันเริ่มยุ่มย่าม และทำตัวรุ่มร่ามเข้ามากระแซะไม่รู้มารยาทขึ้นทุกที
ดังนั้นพื้นที่ตรงนี้จึงเริ่มห่างหายไป น้อยครั้งที่จะทนไม่ไหวจึงต้องระบายลงหน้า #fb
จนเมื่อวานเกิดความรู้สึกเหนื่อยปนหน่าย หมดแรงจะพูดพร่ำ (เพราะอยู่คนเดียว)
กำลังทั้งหมดที่มีจึงพุ่งพล่านอยู่ในตัว ส่งผลให้เกิดอาการฉุนเฉียว
วุ่นวายราวมีสุนัขสักเจ็ดตัวไล่ฟัดกันอยู่บริเวณท้องน้อย
เดินวนเวียนอยู่ในเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ห่างจากห้องพักราวร้อยบาทแท็กซี่
เสียงเรียกเข้า *
หยิบโทรศัพท์กดรับ ข้าพเจ้าเริ่มระบายเรื่องที่หงุดหงิดใจให้ปลายสายฟัง
ไม่เพียงออกตามคอนเทนส์ ทว่าด้วยสำเนียงลีลาของข้าพเจ้า กำลังทำตัวเป็นไวรัส
ดีที่เธอภูมิต้านทานสูง แม้เกือบจะติดไปด้วย ก็ยังเตือนสติข้าพเจ้าได้ด้วยบางคำ
วินาทีหนึ่งคิดถึงที่ที่ของตัวเอง ตรงไหนกัน? ถ้าอินเทอร์เน็ตที่ว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว
ข้าพเจ้าจัดให้มันแยกออกไปอยู่เป็นเอกเทศ โดยที่ไม่ได้ครองตัวเป็นประชาชนของมัน
ในโลกที่ข้าพเจ้าไม่คุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนสนิท ไม่บ่นอะไรกับพ่อแม่
และเธอยังไม่พร้อมจะฟัง? ข้าพเจ้ายังมีที่ไหนอีก
เกือบจะถอดใจไป แต่หลังจากคำขอให้วางสายของเธอเพื่อให้ข้าพเจ้าไปสงบใจ
เหมือนสุนัขเจ็ดตัวนั้นได้ยินเสียงกำราบ และพบว่าที่แท้ข้าพเจ้าก็เชื่องนี่หว่า?
พบอีกว่าความเข้าใจ และปรับใจในเรื่องราวร้อนรนเป็นเรื่องไม่ยาก
ร้อนนัก? “ก็ใจเย็นสิคะ มันช่วยได้” เธอว่า
ไม่รู้ว่าใช่เรื่องเล่าไหม แต่รู้สึกเย็นใจที่ได้ใจเย็น
และเย็นใจ ที่อย่างน้อยก็รู้ดีหว่าบางทีข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการพื้นที่กว้างขวาง
แต่แค่ต้องการลมพัดเย็นสบายจากที่ไหนสักแห่ง ขณะที่นั่งยืดแข้งขาอยู่กับที่มากกว่า
สุนัขเจ็ดตัวกระดิกหาง นอนฟุบลงกับพื้นกระเบื้อง
ไม่นานมันก็หลับไปพร้อมเสียงโมบายกรุ๊งกริ๊ง
ข้าพเจ้าเห็นตัวเองเป็นเช่นนั้น

อ่านจบแล้วพบว่าหมาร็อตไวเลอร์ 7 ตัวในท้องน้อยเี่ีราก็อยากนอนที่เย็นๆ บ้าง
เพียงแต่ว่าตอนนี้ดันอยู่ในมุมอับ ไม่มีลมซักแอะ
T_T